top of page

เจสัน เดอฟอร์ท : ผู้กำกับภาพ

  • 25 มี.ค.
  • ยาว 1 นาที

ภาพยนตร์คือศิลปะแห่งภาพเคลื่อนไหว ที่มี “ภาพ” เป็นภาษาหลักในการเล่าเรื่อง หากเราไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลหรืออารมณ์ให้ผู้ชมรับรู้ได้อย่างชัดเจน ก็อาจกล่าวได้ว่างานชิ้นนั้นยังไม่สมบูรณ์ในฐานะสื่อภาพยนตร์

หนึ่งในหลักคิดสำคัญที่ถูกพูดถึงเสมอในวงการ คือวลี “Show, don’t tell” หรือ “สื่อด้วยภาพ แทนการพูด” เพราะภาพเพียงหนึ่งภาพสามารถบรรจุทั้งอารมณ์ ความหมาย และเรื่องราวไว้ได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำอธิบายใดๆ เลย ภาพที่ดีจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็น แต่คือสิ่งที่ทำให้ผู้ชม “รู้สึก” และ “เข้าใจ” ไปพร้อมกัน นี่เองคือเสน่ห์แท้จริงของการเล่าเรื่องผ่านภาพยนตร์


“ผู้กำกับภาพ” คือศิลปินที่ต้องมีความเข้าใจหลักการในการเก็บภาพในการถ่ายทำภาพยนตร์ (สื่อวิดีโอต่างๆ) เพราะนอกเหนือจากกฎต่างๆ ในการถ่ายทำแล้ว เขาต้องรู้จักการประยุกต์และออกนอกกรอบอย่างมีนัย อีกทั้งยังต้องรู้จักการเคลื่อนกล้องเพื่อช่วยขับเคลื่อนอารมณ์หรือความหมายบางอย่างในฉากนั้นๆ  รวมไปถึงการเลือกใช้ประเภทของเลนส์กล้อง และการจัดแสดงให้กับฉากนั้นๆ และอีกหลายๆ อย่างที่ผู้กำกับภาพต้องคำนึงถึงและทำการบ้านมาเป็นอย่างหนักและดีพร้อม

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับผู้กำกับภาพชาวอเมริกัน “เจสัน เดอฟอร์ท” ความสัมพันธ์ของเราเริ่มต้นจากบทบาทของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง แต่ค่อยๆ เติบโตกลายเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้นขึ้นตามกาลเวลา การได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกันตั้งแต่ช่วงแรก ทำให้เราสามารถปรับจังหวะการทำงานและเข้าขากันได้อย่างลงตัวในหลายๆ ด้าน

สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับการทำงานร่วมกับเจสัน ไม่ได้มีเพียงแค่ทักษะหรือฝีมือ แต่คือ “มุมมอง” และ “วิธีคิด” ในการเล่าเรื่องผ่านภาพที่สอดคล้องกันอย่างน่าประหลาด แม้ว่าผู้กำกับภาพแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์และสไตล์เฉพาะตัว แต่ความงดงามในภาพของเจสัน รวมถึงวิธีที่เขามองโลกและถ่ายทอดมันออกมา กลับเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกเชื่อมโยงได้อย่างลึกซึ้ง ราวกับเป็นสิ่งที่ผมตามหามาโดยตลอด

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ของเรายังขยายไปไกลกว่างานภาพยนตร์ บทสนทนาของเราหลายครั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานเลยด้วยซ้ำ แต่กลับเต็มไปด้วยมุมมองชีวิต ประสบการณ์ และความคิดที่แลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นทำให้ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่แค่ “เพื่อนร่วมงาน” แต่เป็น “เพื่อน” ในความหมายที่แท้จริง—คนที่เราเติบโตและเรียนรู้ไปด้วยกันตลอดเส้นทาง

ผลงานภาพที่เจสันถ่ายทอดออกมานั้น ล้วนผ่านกระบวนการสื่อสารกับผู้กำกับอย่างใกล้ชิด (ซึ่งในกรณีนี้ก็คือตัวผมเอง) แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีวิธีคิดและมุมมองภาพในแบบของเขาเองที่ชัดเจนอยู่เสมอ หลายครั้งที่เขามองเห็น “ภาพ” ในหัวก่อนจะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นเฟรมจริง และในแต่ละเฟรมนั้นก็สามารถเล่าเรื่องและสื่ออารมณ์ได้อย่างทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นความเหงา ความกลัว ความเศร้า ความยินดี หรือแม้แต่ความยิ่งใหญ่และน่าหลงใหลของช่วงเวลา

เพราะต่อให้ผู้กำกับสามารถกำกับการแสดงของนักแสดงได้ดีเพียงใด หากผู้กำกับภาพไม่สามารถ “จับ” และถ่ายทอดอารมณ์เหล่านั้นออกมาได้อย่างแม่นยำ ภาพที่ได้ก็อาจสูญเสียพลังไปอย่างน่าเสียดาย หรือแย่ไปกว่านั้นไม่สามารถสื่ออะไรออกมาได้เลย การทำงานในจุดนี้จึงไม่ใช่แค่การถ่ายให้สวย แต่คือการเข้าใจและควบคุมอารมณ์ของภาพให้ตรงกับสิ่งที่เรื่องราวต้องการ


ในฐานะผู้กำกับ ผมให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับเขาอย่างต่อเนื่อง พยายามทำความเข้าใจว่าในแต่ละเฟรม เขาต้องการจะเล่าอะไร และกำลังมองเห็นอะไรอยู่ แม้เราจะมีการวางทิศทางร่วมกันไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ผมก็เลือกที่จะเปิดพื้นที่ให้เขาได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ เพราะหลายครั้ง “ทางเลือกที่ดีกว่า” มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เราเปิดโอกาสให้ความคิดสร้างสรรค์ได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ และนั่นคือเสน่ห์ของการทำงานร่วมกัน ที่ไม่ใช่แค่การควบคุม แต่คือการ “ร่วมสร้าง” สิ่งที่อาจเหนือความคาดหมาย


การเลือกใช้เลนส์ และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมามีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์  มันไม่ใช่ความสวยหรูของอุปกรณ์ แต่เป็นการรู้จักใช้อุปกรณ์ที่จำกัดที่มีเพื่อให้ได้ผลลัพท์ออกมาอย่างที่เราต้องการ  จริงอยู่ที่การมีเครื่องมือที่ครบครันทำให้งานเดินไปได้เร็วและตรงตามโจทย์ แต่การที่รู้จักประยุกต์ตามข้อจำกัดที่เรามี ก็จะช่วยให้เราสามารถเดินงานได้โดยที่งานไม่ต้องหยุดชะงักหรือติดแหงก  แต่สิ่งที่เจสันได้เลือกใช้อุปกรณ์เหล่านั้นที่มี มันทำให้งานภาพออกมามีมิติและความโดดเด่นมากขึ้น ทั้งการใช้ “Shallow depth of field” หรือ “ระยะชัดตื้น” ของภาพ นั่นคือการที่จุดโฟกัสของภาพนั้นแคบ/เล็กมากๆ จนกระทั่งสิ่งที่กล้องไม่ได้โฟกัสนั้นจะเบลอกระจายไป  มันคือการที่ทำให้คนดูสามารถเพ่งเล็งความสนใจของสายตาไปที่จุดนั้นๆ ที่เราพยายามจะชี้ให้เห็น  หรือการใช้ “wide lens” หรือ เลนส์มุมกว้าง ที่มีระยะการจับภาพได้กว้างมาก ทำให้เราเห็นถึงความโอ่อ่าและความสวยงามของทัศนียภาพของฉากนั้นๆ เพราะมิติการโฟกัสที่กว้างและทำให้วัตถุทุกๆ อย่างในภาพชัดเจน  หรือในบางกรณีอาจสร้างความบิดเบี้ยวของความรู้สึกของตัวละคร หากเอากล้องเข้าใกล้หน้านักแสดงมากๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางตัวอย่างที่ผู้กำกับภาพแทบทุกคนต่างเข้าใจดี


แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมในการทำงานกับเจสัน ที่นอกเหนือจากอุปกรณ์กล้อง, เลนส์, และอุปกรณ์เสริม นั่นคือ “การเคลื่อนกล้อง” ไม่ว่าจะด้วย “hand held” คือ การถ่ายด้วยมือที่มีการเคลื่อนไหวที่อิสระ หรือด้วย tripod (ขาตั้งกล้อง) หรือด้วย gimbal (ไม้กันสั่น) และอื่นๆ อีกมากมาย.  ความน่าหลงไหลของการกำกับภาพของเจสันคือการเคลื่อนกล้องของ สิ่งนี้สำหรับผมมันคือจิตวิญญาณของการจับภาพที่ไม่ใช่เพียงแค่จับอารมณ์ แต่ลึกไปถึงจิตวิญญาณและความเป็นนัยของสิ่งนั้นๆ 

ผมชื่นชอบผลงานภาพของ Emmanuel Lubezki ช่างภาพมือออสก้าหลายแชมป์ของฮอลลีวูดชาวเม็กซิกันมากๆ โดยเฉพาะในผลงาน The Tree of Life ปี 2011 ที่มีความสวยงามมากๆ และถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งศิลป์และอารมณ์ออกมาได้ดีมากๆ เช่นกัน ซึ่งนี่อาจทำให้ผมชื่นชอบการเคลื่อนกล้องของเจสันด้วยก็เป็นไปได้ เพราะเจสันมีจังหวะที่ผมชอบที่มีสไตล์ในทำนองเดียวกันกับ Lubezki  นี่ไม่ใช่การเปรียบเทียบในเรื่องทักษะและฝีมือของทั้งสอง แต่เป็นเรื่องสไตล์ของทั้งสองที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว  และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการเคลื่อนกล้องของเจสันจะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งของงานศิลป์แห่งภาพยนตร์ที่จะช่วยขับเคลื่อนอารมณ์ของคนดูไปได้เช่นกัน

แม้ว่านี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการได้ร่วมงานกับเจสันในฐานะผู้กำกับภาพ—แม้เราจะได้ร่วมสร้างผลงานกันมาแล้วมากกว่า 10 เรื่อง—ผมยังคงเชื่อว่ามีอีกหลายสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และก้าวไปด้วยกันต่อไป งานศิลปะอย่างภาพยนตร์นั้นต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความเข้าใจที่ค่อยๆ สั่งสม ไม่มีจุดหมายปลายทางที่เรียกว่าความสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง มีเพียงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และการผลักดันศักยภาพของตัวเองให้ก้าวไปไกลกว่าเดิมอยู่เสมอ


สำหรับผม สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงคุณภาพของผลงานที่เราสร้างขึ้น แต่คือ “ความหมาย” ที่เราตั้งใจถ่ายทอดออกไป เราอยากสื่อถึงความสุนทร ความดี ความจริง และคุณค่าบางอย่างของชีวิต ที่อาจถูกมองข้ามในความเร่งรีบของโลกทุกวันนี้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ศิลปะไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างความบันเทิง แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้หยุดคิด รับรู้ ถึงความลุ่มลึกของชีวิตที่มากด้วยหลายมิติ ที่มีเพียงความจริงเท่านั้นจะทำให้เราได้เป็นไท

และแม้เส้นทางข้างหน้าจะยังอีกยาวไกล ผมเชื่อว่าในทุกก้าวที่เราเดินต่อไป จะยังคงเต็มไปด้วยการเรียนรู้ การเติบโต และแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จะผลักดันให้เราสร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เพราะบางที…การเดินทางที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่การไปให้ถึงจุดหมาย แต่คือการได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกันอย่างไม่หยุดยั้ง


ความคิดเห็น

ได้รับ 0 เต็ม 5 ดาว
ยังไม่มีการให้คะแนน

ให้คะแนน
bottom of page